วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ธรรมโอสถ


          ชายหนุ่มคนหนึ่งคิดว่า พระพุทธศาสนาต้องมีดีอะไรแน่นอน ไม่อย่างนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายคงจะไม่ทำบุญให้ทานใส่บาตรพระสงฆ์ได้ทุกวัน จึงอยากได้อะไรดีๆจากพระพุทธศาสนาบ้าง เขาขอสมัครเข้าไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง
          หลังจากบวชแล้ว เขาก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนธรรมะและสอบได้ถึงนักธรรมชั้นเอกซึ่งเป็นชั้นสูงสุด หลังจากนั้นได้พยายามท่องพระปาฏิโมกข์จนจำได้คล่องแคล่ว และอ่านหนังสือพระไตรปิฎกจนจบ ๔๕ เล่ม บางเล่มอ่านหลายเที่ยว เพราะเป็นคนขยันเอาจริงเอาจัง เขาบวชได้ ๘ พรรษาก็ขอลาสึก
          หลังจากสึกแล้วก็ไปมีครอบครัวทำมาหากินเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ยังตั้งตัวไม่ได้
          หลายปีผ่านไปก็ไม่ทำให้เขาดีขึ้น เขาจึงคิดว่าธรรมะที่เขาได้เรียนมาไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย
          วันหนึ่งเขาไปหาหลวงพ่อที่วัด แล้วบอกท่านว่า
          “หลวงพ่อครับ ธรรมะในพระพุทธศาสนานี่ ผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร ผมศึกษาเล่าเรียนจนรู้เรื่องตลอด แต่ก็ไม่ช่วยให้ผมดีขึ้นได้เลย ผมยังตั้งตัวไม่ได้จนเดี๋ยวนี้”
          หลวงพ่อฟังแล้วได้แต่ยิ้มๆไม่ต่อความอะไร และไม่ได้อธิบายไขข้อข้องใจให้เขาฟัง ด้วยเห็นว่าเขาเรียนมามากแล้ว เขาเห็นว่าหลวงพ่อนิ่งเฉยอยู่จึงลากลับบ้าน
          ต่อมาไม่กี่วันหลวงพ่อไม่สบาย เป็นหวัดและไอเจ็บคอมาก จึงให้เด็กวัดไปตามทิดคนนั้นมาและเล่าอาการให้ฟัง ทั้งขอให้ไปซื้อยาแก้ไอให้หน่อย
          เขารับปากหลวง แล้วก็ไปตลาดซื้อยาแก้ไอมาถวายหลวงพ่อ หลังจากนั้นอีก ๒-๓ วันเขาเข้าไปหาหลวงพ่ออีกเพื่อถามอาการ
          “เป็นไงบ้างครับหลวงพ่อ หายดีแล้วหรือยัง”
          “ยังไม่หายเลยดูเหมือนจะหนักกว่าเก่าเสียด้วย” หลวงพ่อตอบเสียงแหบๆและไอโขลกๆแล้วเสริมว่า “สงสัยจะซื้อยาผิดมาจึงไม่ได้ผล”
          เขาหยิบขวดยามาดูให้แน่ใจ มันก็เป็นยาแก้ไอ ฉลากยาก็บอกว่ายาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ
          เขาจึงถามหลวงพ่อว่า
          “หลวงพ่อไม่ได้อ่านฉลากยาหรือครับ”
          “อ่านสิ อ่านหลายครั้ง อ่านจนท่องจำได้ว่าแก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ”
          “อ้าวแล้วทำไมหลวงพ่อยังไม่หายล่ะครับ”
          “ฉันไม่ได้กินมัน ฉ นแค่อ่านฉลากอย่างเดียว” หลวงพ่อตอบหน้าตาเฉย
          เขาชักฉุนหลวงพ่อ เลยต่อว่าไปว่า
          “โธ่หลวงพ่อ ยานี่แค่อ่านฉลากอย่างเดียวแต่ไม่ได้กิน มันจะรักษาโรคให้หายอย่างไรกัน หลวงพ่อก็”
          “เออจริงของเอ็ง ไหนส่งยามาให้ซิ”
          หลวงพ่อตอบแล้วเปิดขวดยาที่เขาส่งให้ ยกขึ้นจิบนิดหนึ่งแล้วพูดว่า
ธรรมะโอสถ
          “ธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนยาแก้ไอขวดนี้นั้นแหละ ไอ้ทิดเอ๊ย อ่านแต่ธรรมะที่อยู่ในตำราพระไตรปิฏก แต่ไม่ได้เอาปฏิบัติตาม ก็แก้ทุกข์แก้จนให้ไม่ได้หรอก เหมือนอ่านแค่ฉลากยาจะทำให้หายโรคได้อย่างไรกัน จริงไหมเล่า”
          เขาไม่ตอบหลวงพ่อแต่ตาสว่างขึ้นมาทันที.

เรื่องนี้สื่อความได้ว่า :…
 ธรรมะในพระพุทธศาสนาทุกข้อมีประโยชน์
คือ เป็นธรรมะโอสถ เป็นยาแก้ทุกข์ เป็นเครื่องกำจัดทุกข์
แต่เพียงเรียนรู้ว่าธรรมะข้อนั้นๆมีความหมายว่าอย่างนี้
มีประโยชน์อย่างนี้ และควรปฏิบัติอย่างนี้เท่านั้น
หาได้แก้ทุกข์และกำจัดทุกข์ให้ได้ไม่
ต้องนำความรู้นั้นๆไปปฏิบัติตาม
อย่างถูกต้อง จริงจัง และต่อเนื่อง จึงจะสมผลประโยชน์
เหมือนแค่อ่านฉลากยา แต่ไม่รับประทานยา
ก็ไม่อาจทำให้หายโรคได้ ฉะนั้น

เรื่องนี้สื่อความได้ว่า :…
          การเรียนรู้ธรรมะเป็นเพียงทำให้รู้จักและเข้าใจธรรมะเท่านั้น แต่การเข้าถึงธรรมะด้วยการปฏิบัติตามที่เรียนรู้มานั้นต่างหาก ที่จะได้รับผลอันเป็นแก่นเป็นสาระแห่งธรรมะอย่างแท้จริง คือทำให้พ้นทุกข์ได้ ทำให้ไม่ยากจนได้ ทำให้อยู่ดีมีสุขได้ เป็นต้น
          ดังมีท่านผู้รู้เขียนคำคมให้คิดไว้ว่า
          “ ธรรมใดๆก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ”
จึงหากรู้ธรรมะมากมายแล้วแต่ยังไม่หมดทุกข์
ยังลำบากยากเข็ญอยู่ ยังไม่มีความสุขอยู่
ก็อย่าพึ่งด่วนตัดสินว่า
ธรรมะไม่ดี ไม่มีประโยชน์
เพราะอาจเพียงแค่รู้ฉลากยา แต่ไม่เคยบริโภคยาก็เป็นได้.
ที่มา หนังสือ กิร ดังได้สดับมา
ผู้แต่ง พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต)

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เลี้ยงลูกด้วยลูกยอ


       สามีภรรยาคู่หนึ่ง ช่วยกันทำมาหากินจนมีฐานะค่อนข้างดีและช่วยกันเลี้ยงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวอย่างถะนุถนอมตั้งใจไว้ว่าโตขึ้นจะให้เป็นหมอ จึงพยายามหาวิธีให้ลูกเรียนเก่งๆจะได้เรียนเป็นหมออย่างที่ต้องการ โดยหาการ์ตูนบ้าง นิทานสนุกๆบ้าง วารสารทางวิชาการบ้าง นิตยสารบ้าง มาวางไว้ตรงนั้นตรงนี้เพื่อฝึกให้ลูกรักการอ่าน เขาชอบอ่านอะไรก็พยายามหามาให้อ่าน จนกระทั่งลูกติดนิสัยรักการอ่าน ทำอย่างนี้จนลูกเข้าเรียนมัธยม
          วันหนึ่งมีเพื่อนของพ่อมาเยี่ยมที่บ้าน เพื่อนถามถึงลูกชาย พ่อรู้อยู่ว่าลูกชายอยู่ในห้องใกล้ๆและกำลังเล่นอะไรเพลินอยู่ จึงตอบเสียงดังพอทึ่ลูกที่อยู่ในห้องจะได้ยินว่า
          “คงอยู่ในห้องมั้ง ลูกคนนี้เขาเก่งชอบอ่านหนังสือ ท่าทางจะเรียนหมอ เขาไม่ชอบไปสุงสิงกับใคร ไม่ชอบเที่ยวเตร่ แม่เขางี้ภูมิใจลูกคนนี้นักหนา ไอ้เราก็พลอยปลื้มไปด้วยที่จะได้เห็นลูกเป็นหมอกับเขาสักคน”
          ลูกชายที่อยู่ในห้องได้ยินพ่อพูดอย่างนั้นก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย
          “นี่คุณพ่อคุณแม่ของเราคงอยากให้เราเป็นหมอแน่นอน เราท่าจะขี้เกียจและเอาแต่เล่นไม่ได้เสียแล้ว ไม่งั้นคุณแพ่อคุณแม่จะเสียใจแย่” เขาคิดด้วยสำนึกที่ดี
          ต่อมาเพื่อนของแม่มาหา แม่ก็พูดชมลูกของตนต่อหน้าเพื่อนไม่ขาดปาก
          “นี่เธอรู้ไหม ลูกของฉันคนนี้คงไม่ทำให้ฉันผิดหวังแน่ๆ เขาเป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่ ฉันงี้สบายใจจริงๆที่มีลูกคนนี้”
          เพื่อนได้ฟังก็พลอยยินดีไปด้วยและหันมาชื่นชมลูกของเพื่อน
          “ให้มันได้อย่างนี้สิหลานฉัน ฉันจะคอยดูหลานเป็นหมอ เผื่อฉันเจ็บป่วยจะได้อาศัยให้ช่วยดูแล ขยันอย่างนี้ เรียนเก่งอย่างนี้ต้องเรียนหมอจบได้แน่ๆ”
          ลูกได้ยินคำยกย่องเยินยอจากปากพ่อแม่อย่างนี้เป็นประจำ แทนที่จะทำให้อึดอัดคับข้องใจเพราะตนไม่อยากเป็นหมอ แต่กลับเป็นเข็มทิศให้ตนตัดสินใจที่จะเรียนหมอให้ได้ตามที่พ่อแม่ต้องการ แล้วในที่สุดก็สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและเรียนจบเป็นแพทย์ได้ ซึ่งนำความปลาบปลื้มให้แก่พ่อแม่ญาติพี่น้องยิ่งนัก.
          เรื่องนี้สื่อความได้ว่า :…
          การต้องการให้ลูกเป็นอย่างไรมิใช่สำเร็จได้เพียงแค่ต้องการเท่านั้น
          แต่วิธีการที่จะให้ลูกเป็นตามที่ต้องการต่างหากที่สำคัญกว่าทุกอย่าง
          การปลูกฝังบ่มเพาะความต้องการของตนให้เจริญเติบโตอยู่ในความคิดของลูกอย่างฉลาด การหาอุบายให้ลูกซึมซับความรู้สึกของตนไปทีละเล็กละน้อยด้วยคำพูดบ้าง ด้วยกิริยาอาการบ้าง ด้วยการชมเชยหรือให้รางวัลเมื่อเขาได้รับความสำเร็จในการเรียนบ้าง ด้วยการให้กำลังใจ หรือปลอบใจเมื่อเขาได้คะแนนต่ำในบางวิชาบ้าง ล้วนเป็นเครื่องกระตุ้นให้ลูกเป็นอย่างที่ต้องการได้ทั้งสิ้น
          ส่วนการบังคับเคี่ยวเข็ญ การดุด่า การดูถูกดูแคลน การยกเด็กอื่นมาข่มลูกตัวเองเป็นต้น ล้วนแต่เป็นเครื่องบั่นทอนจิตใจลูก และทำให้คิดต้านไม่อยากทำตามที่พ่อแม่ต้องการ
การใช้ “ลูกยอ” กับลูกนั้นไม่ต้องกลัวลูกจะเหลิง
ขอเพียงใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูกกาลเทศะ ไม่พร่ำเพรื่อ
และใช้ให้สมจริงสมจังเท่านั้น เป็นได้ผลทุกรายไป.

ที่มา หนังสือ กิร ดังได้สดับมา
ผู้แต่ง พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต)

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เต่าเหาะ


เต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่บึงแห่งหนึ่งแถบภูเขาหิมพานต์ ลูกหงส์สองตัวอาศัยอยู่ที่ถ้ำทองเชิงเขาจิตรกูฏ พวกมันชอบบินไปหากินไกลๆ จนไปถึงบึงนั้น เต่าและหงส์ได้พบกันและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หงส์ทั้งคู่ได้บินไปหาเต่าอยู่เนืองๆ วันหนึ่งได้ชวนเต่าว่า
“นี่เพื่อน ที่ถ้ำทองของเราสวยงามน่ารื่นรมย์มากนะ เราอยากจะพาเพื่อนไปดู อยู่แต่ในบึงเห็นแต่น้ำกับปลา ถ้าเพื่อนได้ไปถึงถ้ำบนภูเขาสูงๆ ท่านจะชอบใจ”
เต่าเกิดความสนใจจึงถามไปว่า “แล้วเราจะไปได้อย่างไรเล่าเพื่อน”
“ไม่ยากหรอกเพื่อน พวกเราจะพาท่านไปเอง โดยให้ท่านคาบตรงกลางไม้ไว้ให้แน่นส่วนพวกเราจะคาบหัวท้ายพาเพื่อนบินไปยังถ้ำของเรา ไม่นานนักก็จะถึง”
เต่าก็ตกลงไปเที่ยวถ้ำทอง หงส์ทั้งสองจึงบินไปคาบไม้อันหนึ่งมาวางตรงหน้าเต่าแล้วสั่งกำชับว่า
“ในขณะที่เราพาเพื่อนไปขอให้เพื่อนอย่าอ้าปากเป็นเด็ดขาดให้คาบไม้ไว้ให้แน่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าอ้าปาก ขอให้เพื่อนจำไว้นะ”
“แค่นี้เองหรือเพื่อน เรื่องเล็ก ไม่ต้องห่วงหรอก” เต่ารับคำอย่างหนักแน่น
หงส์ทั้งสองจึงให้เต่าคาบตรงกลางไม้ ส่วนตัวเองก็คาบด้านหัวกับด้านท้าย พร้อมแล้วก็ให้สัญญาณบินขึ้นพร้อมกัน หงส์ทั้งคู่เหินฟ้าพาเต่าห้อยต่องแต่งอยู่บนอากาศ แต่บินไม่สูงนักเพราะเกรงว่าเต่าจะกลัวและข้างบนลมแรง บินไปได้สักพักหนึ่งก็ผ่านหมู่บ้านเชิงเขาแห่งหนึ่ง ที่ลานบ้านมีเด็กวิ่งเล่นกันอยู่หลายคน เมื่อเด็กๆเห็นหงส์บินมาแต่ไกลและมีเต่าห้อยอยู่ตรงกลางก็ตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็น จึงตะโกนบอกกันพร้อมกับตบมือหัวเราะชอบใจ
“เต่าเหาะ พวกเรามาดูเต่าเหาะกันเร็ว”
เต่ามองลงมาเห็นอาการของพวกเด็กๆและได้ยินเสียงร้องตะโกนว่าเต่าเหาะๆ จึงคิดว่าการที่หงส์คาบคอนไม้ที่เราคาบอยู่บินไปบนฟ้ามันหนักหัวพวกเด็กเหล่านี้หรืออย่างไร คิดไม่คิดเปล่ากลับโกรธเด็กไปด้วย เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็ทำให้ลืมคำเตือนของหงส์เสียสิ้น เลยลืมตัวตะโกนด่าลงไปว่า
“ได้เด็กเปรต”
เพียงคำแรกเท่านั้นปากเต่าก็อ้าออกและหลุดจากคอนไม้ ตัวมันก็เลยลอยละล่องลงมาเหมือนเหาะได้จริงๆ ไม่ถึงอึดใจมันก็ตกลงถึงพื้นกระดองแตกตายคาที่ ส่วนหงส์ได้ยินเสียงเพื่อนด่าเด็กร่วงลงไปแล้วก็ไม่คิดที่จะบินลงไปดูอาการของเพื่อนเพราะเดาได้ว่าไม่มีทางรอดแน่นอน จึงทิ้งไม้แล้วบินกลับไปยังถิ่นของตน. 

เรื่องนี้สื่อความให้เห็นว่า 

ปากของคนมีไว้เพื่อทำหน้าที่หลัก ๒ อย่างคือกินกับ พูด และอวัยวะส่วนนี้มิใช่ว่าจะให้คุณอย่างเดียว หากแต่สามารถนำอันตราย ความวิบัติ และทุกข์โทษมาให้เจ้าของได้มากมาย ถึงกับทำให้ตกนรกหมกไหม้ก็ได้หากไม่สำรวมไม่ระวังปากของตน โดยเฉพาะไม่ระวังในเวลาอ้าปากพูด มีคำสอนคำเตือนที่ให้ระวังปากระวังคำพูดไว้มาก ซึ่งล้วนเป็นเครื่องเตือนสติมิให้พูดคำที่เสียหาย เช่นพูดโกหกมดเท็จ พูดปั้นน้ำเป็นตัว พูดจาส่อเสียด พูดให้คนทะเลาะแตกแยกกัน พูดหยาบคายไม่น่าฟัง พูดมากแต่ไร้สาระ เป็นต้น คนที่ระวังปากสำรวมคำ พูดแต่คำจริงคำแท้ พูดน้อยแต่ได้สาระ พูดไพเราะน่าฟัง หรือพูดให้คนรักกันสามัคคีกัน ย่อมเป็นคนมีเสน่ห์ ส่วนคนที่ไม่ระวังปากระวังคำและคนที่เข้าข่ายเรียกว่า “คนปากเสีย” ย่อมมีเสนียดติดตัว หาเรื่องใส่ตัวร่ำไป หรือไม่ก็กลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ พูดอะไรก็ไม่มีคนฟัง เพราะคำพูดไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ แม้พูดจริงคนก็คิดว่าโกหก ปากนั้นพาให้จนก็ได้ พาให้ตัวตายก็ได้ ท่านจึงว่าระวังปากระวังคำไว้ให้เป็นดี. 

ที่มา หนังสือ กิร ดังได้สดับมา เล่ม ๓
ผู้แต่ง พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต)

เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง


พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า    “อานนท์    เหตุปัจจัย    ๘    ประการนี้ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

เหตุปัจจัย    ๘    ประการ    อะไรบ้าง    คือ

                       ๑.    มหาปฐพีนี้ตั้งอยู่บนน้ำ    น้ำตั้งอยู่บนลม    ลมตั้งอยู่บนอากาศ    เวลาที่ลมพายุพัดแรงย่อมทำให้น้ำกระเพื่อม    น้ำที่กระเพื่อมย่อมทำให้แผ่นดินไหวตาม    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๑    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

                       ๒.    สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์    เชี่ยวชาญทางจิต    หรือเหล่าเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก    มีอานุภาพมากได้เจริญปฐวีสัญญานิดหน่อย    แต่เจริญอาโปสัญญาจนหาประมาณมิได้    จึงทำให้แผ่นดินนี้ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๒    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

                       ๓.    คราวที่พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะจุติจากภพดุสิต    เสด็จสู่พระครรภ์ของพระมารดา    แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๓    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง


                       ๔.    คราวที่พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ    ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา    แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๔    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง
                      
                      ๕.    คราวที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ    แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๕    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

                       ๖.    คราวที่ตถาคตประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป    แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๖    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

                       ๗.    คราวที่ตถาคตมีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขาร    แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๗    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

                       ๘.    คราวที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ    แผ่นดินนี้ก็ไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น    นี้เป็นเหตุปัจจัยประการที่    ๘    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

           อานนท์    เหตุปัจจัย    ๘    ประการนี้แล    ที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง”

พุทธพจน์ (ภูมิจาลสูตร  เล่มที่ 23/ข้อ 70 /หน้า372) พระไตรปิฎก มจร

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ธรรมะวันแรงงานแห่งชาติ

สิงคาลกสูตร
ทิศ 6 ทิศเบื้องล่าง (เหฎฐิมทิศ)

ได้แก่ นายจ้าง - ลูกจ้าง หน้าที่ของผู้เป็นนายหรือผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้เป็นลูกจ้าง มีดังนี้

หน้าที่ของนายจ้างหน้าที่ของลูกจ้าง
1 จัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง1. ลุกขึ้นทำงานก่อนนายจ้าง
2.ให้อาหาร รางวัล2. เลิกงานทีหลังนายจ้าง
3. รักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้3. ถือเอาแต่ของที่นายจ้างให้
4. ให้สิ่งของหรือส่งเสริมให้มีการพัฒนาใหม่ ๆ4.ทำงานที่ได้รับมอบหมายจนแล้วเสร็จ
5.ให้พักผ่อนหยุดงานในบางโอกาส5. ยกย่องในคุณความดีของนายจ้าง