วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
เต่าเหาะ
เต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่บึงแห่งหนึ่งแถบภูเขาหิมพานต์ ลูกหงส์สองตัวอาศัยอยู่ที่ถ้ำทองเชิงเขาจิตรกูฏ พวกมันชอบบินไปหากินไกลๆ จนไปถึงบึงนั้น เต่าและหงส์ได้พบกันและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หงส์ทั้งคู่ได้บินไปหาเต่าอยู่เนืองๆ วันหนึ่งได้ชวนเต่าว่า
“นี่เพื่อน ที่ถ้ำทองของเราสวยงามน่ารื่นรมย์มากนะ เราอยากจะพาเพื่อนไปดู อยู่แต่ในบึงเห็นแต่น้ำกับปลา ถ้าเพื่อนได้ไปถึงถ้ำบนภูเขาสูงๆ ท่านจะชอบใจ”
เต่าเกิดความสนใจจึงถามไปว่า “แล้วเราจะไปได้อย่างไรเล่าเพื่อน”
“ไม่ยากหรอกเพื่อน พวกเราจะพาท่านไปเอง โดยให้ท่านคาบตรงกลางไม้ไว้ให้แน่นส่วนพวกเราจะคาบหัวท้ายพาเพื่อนบินไปยังถ้ำของเรา ไม่นานนักก็จะถึง”
เต่าก็ตกลงไปเที่ยวถ้ำทอง หงส์ทั้งสองจึงบินไปคาบไม้อันหนึ่งมาวางตรงหน้าเต่าแล้วสั่งกำชับว่า
“ในขณะที่เราพาเพื่อนไปขอให้เพื่อนอย่าอ้าปากเป็นเด็ดขาดให้คาบไม้ไว้ให้แน่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าอ้าปาก ขอให้เพื่อนจำไว้นะ”
“แค่นี้เองหรือเพื่อน เรื่องเล็ก ไม่ต้องห่วงหรอก” เต่ารับคำอย่างหนักแน่น
หงส์ทั้งสองจึงให้เต่าคาบตรงกลางไม้ ส่วนตัวเองก็คาบด้านหัวกับด้านท้าย พร้อมแล้วก็ให้สัญญาณบินขึ้นพร้อมกัน หงส์ทั้งคู่เหินฟ้าพาเต่าห้อยต่องแต่งอยู่บนอากาศ แต่บินไม่สูงนักเพราะเกรงว่าเต่าจะกลัวและข้างบนลมแรง บินไปได้สักพักหนึ่งก็ผ่านหมู่บ้านเชิงเขาแห่งหนึ่ง ที่ลานบ้านมีเด็กวิ่งเล่นกันอยู่หลายคน เมื่อเด็กๆเห็นหงส์บินมาแต่ไกลและมีเต่าห้อยอยู่ตรงกลางก็ตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็น จึงตะโกนบอกกันพร้อมกับตบมือหัวเราะชอบใจ
“เต่าเหาะ พวกเรามาดูเต่าเหาะกันเร็ว”
เต่ามองลงมาเห็นอาการของพวกเด็กๆและได้ยินเสียงร้องตะโกนว่าเต่าเหาะๆ จึงคิดว่าการที่หงส์คาบคอนไม้ที่เราคาบอยู่บินไปบนฟ้ามันหนักหัวพวกเด็กเหล่านี้หรืออย่างไร คิดไม่คิดเปล่ากลับโกรธเด็กไปด้วย เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็ทำให้ลืมคำเตือนของหงส์เสียสิ้น เลยลืมตัวตะโกนด่าลงไปว่า
“ได้เด็กเปรต”
เพียงคำแรกเท่านั้นปากเต่าก็อ้าออกและหลุดจากคอนไม้ ตัวมันก็เลยลอยละล่องลงมาเหมือนเหาะได้จริงๆ ไม่ถึงอึดใจมันก็ตกลงถึงพื้นกระดองแตกตายคาที่ ส่วนหงส์ได้ยินเสียงเพื่อนด่าเด็กร่วงลงไปแล้วก็ไม่คิดที่จะบินลงไปดูอาการของเพื่อนเพราะเดาได้ว่าไม่มีทางรอดแน่นอน จึงทิ้งไม้แล้วบินกลับไปยังถิ่นของตน.
เรื่องนี้สื่อความให้เห็นว่า
ปากของคนมีไว้เพื่อทำหน้าที่หลัก ๒ อย่างคือกินกับ พูด และอวัยวะส่วนนี้มิใช่ว่าจะให้คุณอย่างเดียว หากแต่สามารถนำอันตราย ความวิบัติ และทุกข์โทษมาให้เจ้าของได้มากมาย ถึงกับทำให้ตกนรกหมกไหม้ก็ได้หากไม่สำรวมไม่ระวังปากของตน โดยเฉพาะไม่ระวังในเวลาอ้าปากพูด มีคำสอนคำเตือนที่ให้ระวังปากระวังคำพูดไว้มาก ซึ่งล้วนเป็นเครื่องเตือนสติมิให้พูดคำที่เสียหาย เช่นพูดโกหกมดเท็จ พูดปั้นน้ำเป็นตัว พูดจาส่อเสียด พูดให้คนทะเลาะแตกแยกกัน พูดหยาบคายไม่น่าฟัง พูดมากแต่ไร้สาระ เป็นต้น คนที่ระวังปากสำรวมคำ พูดแต่คำจริงคำแท้ พูดน้อยแต่ได้สาระ พูดไพเราะน่าฟัง หรือพูดให้คนรักกันสามัคคีกัน ย่อมเป็นคนมีเสน่ห์ ส่วนคนที่ไม่ระวังปากระวังคำและคนที่เข้าข่ายเรียกว่า “คนปากเสีย” ย่อมมีเสนียดติดตัว หาเรื่องใส่ตัวร่ำไป หรือไม่ก็กลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ พูดอะไรก็ไม่มีคนฟัง เพราะคำพูดไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ แม้พูดจริงคนก็คิดว่าโกหก ปากนั้นพาให้จนก็ได้ พาให้ตัวตายก็ได้ ท่านจึงว่าระวังปากระวังคำไว้ให้เป็นดี.
ที่มา หนังสือ กิร ดังได้สดับมา เล่ม ๓
ผู้แต่ง พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต)
