วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ออกบวชเพราะแม่ยายหูหนวก (กลฺยาณธมฺมชาตกํ)


๑. ออกบวชเพราะแม่ยายหูหนวก (กลฺยาณธมฺมชาตกํ) ๑๗๑

[๑๙๑] กลฺยาณธมฺโมติ  ยทา  ชนินฺท...
หิริยาปิ  สนฺโต  ธุรมาทิยนฺติฯ
[๑๙๒] สายํ  สมญฺญา  อิธ  มชฺช  ปตฺตา
กลฺยาณธมฺโมติ    ชนินฺท  โลเก
ตาหํ  สเมกฺขํ  อิธ  ปพฺพชิสฺสํ
น  หิ  มตฺถิ  ฉนฺโท  อิธ  กามโภเคติ

ความนำ
พระพุทธเจ้าทรงอาศัยพระนครสาวัตถี  ประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภแม่ยายหูหนวกคนหนึ่ง ได้ตรัสพระธรรมเทศนาคือคาถาที่ปรากฏ    ณ เบื้องต้น  

ปัจจุบันชาติ
มีเรื่องเล่ากันมาว่า ที่ในกรุงสาวัตถี มีชายคนหนึ่งเป็นชาวพุทธที่มีความศรัทธาเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา ได้ถึงไตรสรณคมน์ มีปกติรักษาศีล ๕ วันหนึ่ง เขานำเภสัช ดอกไม้และของหอมไปวัดด้วยคิดว่า จักไปฟังธรรมในสำนักของพระพุทธเจ้า
ขณะที่เขาไปวัดอยู่นั้น เป็นเวลาเดียวกับที่แม่ยายได้ไปเยี่ยมภรรยาของเขา แม่ยายคนนี้นางเป็นคนหูตึง เมื่อพบหน้าลูกสาวหลังจากทานอาหารกับลูกสาวเสร็จแล้ว นางจึงถามลูกสาวว่า “ลูกเอ๋ย เจ้ายังรักใคร่กันดีกับผัวของเจ้าลูกหรือ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกันเลยใช่ไหม?”
ลูกสาวได้ฟังแม่ถามด้วยความห่วงใยเช่นนั้นจึงตอบไปตามจริงเพื่อไม่ให้แม่ต้องห่วงใยว่า “แม่จ๋า แม่พูดอะไรอย่างนั้น ลูกเขยดี ๆ ของแม่คนนี้หาได้ยากเหลือเกิน คนแบบนี้         แม้หากไปบวชเป็นพระก็ต้องเป็นพระที่ดีหาได้ยากมาก”
แม่ได้ฟังลูกสาวกล่าวเช่นนั้นก็ตกใจเพราะความที่ตนเองเป็นคนหูไม่ค่อยจะดี        จึงเข้าใจผิดได้ยินไปว่า “ไปบวช” จึงตะโกนด้วยความตกใจว่า “อ้าว ทำไมผัวเอ็งถึงหนีไปบวชเสียเล่า” ชาวบ้านใกล้บ้านพอได้เสียงแม่ยายตะโกนเสียงดังว่าลูกเขยหนีไปบวชก็ลือกันต่อไปว่าเพื่อนของเราหนีไปบวชเสียแล้ว เท่านั้นเองก็เกิดข่าวลือไปทั่วเมืองว่าเขาหนีภรรยาไปบวช
ฝ่ายสามีนั้น เมื่อฟังเทศน์จากสำนักพระพุทธเจ้าจบแล้วก็เดินทางกลับบ้าน                 ในระหว่างทาง เขาได้พบชาวบ้านคนหนึ่งเดินสวนทางมา ชายคนนั้นจึงถามเขาทันทีว่า “เขาลือกันว่าตัวท่านหนีลูกเมียออกไปบวช นี่ท่านยังไม่ได้ไปบวชจริง ๆ ใช่ไหม ตอนนี้ ข่าวเขาว่า        ลูกเมียคนใช้ของท่านกำลังร้องห่มร้องไห้กันเต็มบ้านไปหมดแล้ว”
ทันใดนั้น เขาเกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่า เรายังไม่ได้บวชเลย คนก็ไปลือกันว่าเราบวชแล้ว  เอาละ ข่าวเป็นมงคลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว เราไม่ควรให้ข่าวดี ๆ แบบนี้ต้องกลายเป็นเรื่องที่ไม่จริง เราควรบวชจริง ๆ เสียที คิดดังนั้นแล้ว เขาจึงเดินทางกลับไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง
พระพุทธเจ้าเห็นเขาพึ่งจากไปชั่วครู่แล้วกลับมาเข้าเฝ้าใหม่จึงมีรับสั่งถามว่า “อุบาสกตัวท่านพึ่งกลับไปเมื่อครู่นี้เอง ทำไมจึงกลับมาอีก” เขาจึงกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบแล้วทูลขอบวชทันที
เมื่อได้บรรพชาอุปสมบท ภิกษุใหม่ผู้ออกบวชเพราะคำเล่าลือก็เป็นผู้ปฎิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหันต์ เรื่องราวของพระภิกษุรูปนี้เป็นที่เลื่องลือรู้กันไปทั่วในหมู่คณะสงฆ์ วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจึงได้หยิบยกเอาเรื่องของท่านมาสนทนากัน 
          ในขณะนั้น พระบรมศาสดาได้เสด็จผ่านมาเมื่อทรงทราบเรื่องจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต”  จากนั้น จึงทรงนำเรื่องในอดีตชาติมาเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้

อดีตชาติเนื้อหาชาดก
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี มีเศรษฐีคนหนึ่งได้ไปเข้าเฝ้าพระราชา ในขณะนั้น แม่ยายได้มาเยี่ยมลูกสาว เรื่องทั้งหมดก็คล้ายกับเรื่องในปัจจุบันนี่เอง 
    ในขณะที่กลับจากเข้าเฝ้าพระราชา เศรษฐีได้พบชายคนหนึ่ง เขาจึงแจ้งข่าวลือให้ทราบว่า “เขาลือกันว่า ในขณะนี้ คนที่บ้านท่านกำลังร้องไห้ที่ท่านหนีออกไปบวช” 
เศรษฐีได้ฟังก็รู้สึกดีใจที่ได้ฟังข่าวที่เป็นมงคลเช่นนั้น จึงคิดที่จะทำข่าวลือให้กลายเป็นจริง คิดดังนั้นแล้ว เขาจึงกลับไปเข้าเฝ้าพระราชา เมื่อพระองค์รับสั่งถามที่เขากลับมาเฝ้าใหม่จึงกราบทูลให้ทราบว่า 
“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสมมติเทพ ทั้ง ๆ ที่ข้าพระองค์ยังเป็นฆราวาสอยู่แท้ ๆ คนก็ยังไปลือกันทั่วว่าบวช คนในเรือนก็ยังร้องไห้คร่ำครวญคิดว่าข้าพระองค์หนีไปบวชแล้วจริง ๆ                 ข้าพระองค์คิดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ควรให้ผ่านไป ข้าพระองค์จักบวชจริง ๆ ขอได้โปรดพระราชทานให้ข้าพระองค์ได้บวชด้วยเถิด” จากนั้น ได้ประกาศด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน
ในกาลใด บุคคลได้รับสมัญญาในโลกว่า
ผู้มีกัลยาณธรรม ในกาลนั้น 
นรชนผู้มีปัญญาไม่พึงทำตนให้เสื่อมจากสมญานั้นเสีย
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมถือไว้ซึ่งธุระด้วยหิริ
 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน
สมัญญาว่าผู้มีกัลยาณธรรมในโลกนี้
มาถึงข้าพระพุทธเจ้าแล้วในวันนี้
ข้าพระพุทธเจ้าเห็นสมัญญาอันนั้น
จึงได้บวชเสียในคราวนี้
ความพอใจในการบริโภค
ในโลกนี้ไม่ได้มีแก่ข้าพระองค์เลย

ความหมายของคาถา
เศรษฐีต้องการทูลอธิบายให้พระราชาทรงทราบ ดังนี้ “กัลยาณธัมม์ ก็คือการมีธรรมที่ดีงามมีศีล เป็นต้น เมื่อใครเขาทำการยกย่องข้าพระองค์ว่าเป็นผู้มีธรรม ก็ไม่พึงทำตนเองให้เป็นผู้เสื่อมจากธรรมนั้น พึงเป็นผู้มีหิริ คือความละอายแก่ใจที่เกิดขึ้นภายใน และโอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อบาปอันเกิดจากภายนอก ด้วยเหตุดังกล่าว ข้าพระองค์จึงไม่มีความพอใจด้วยกิเลสกามและวัตถุกามในโลกนี้”
ท่านเศรษฐีครั้นกราบทูลให้พระราชาทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงกราบทูลขอพระบรมราชานุญาตบรรพชาออกไปบวชเป็นฤาษีอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิด                   เมื่อมรณภาพจากโลกนี้ไปแล้วได้ไปเกิดในพรหมโลก
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า “พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ในชาตินี้ ส่วนเศรษฐีกรุงพาราณสีในชาตินั้นได้กลับชาติมาเกิดเป็นเราตถาคตนั้นเอง”

สรุปสุภาษิตจากชาดกนี้ น้ำขึ้นให้รีบตัก

วิเคราะห์แนวคิดเชิงจริยธรรมอันเป็นหัวใจหลักในชาดกนี้
ชาดกนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่า เวลาแห่งชีวิตในโลกนี้มีจำกัด ดังนั้น เมื่อมีโอกาสที่จะทำความดีก็ควรรีบเร่งทำตั้งแต่ยังมีกำลัง เป็นหนุ่ม ถ้าไปทำในตอนแก่จะทำได้ยากลำบาก เพราะความแก่มีแต่ความเสื่อมโทรมแห่งร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บรุมล้อมมากมาย เหมือนกับที่อุบาสกในชาติปัจจุบันและท่านเศรษฐีในอดีตชาติได้กระทำด้วยการรีบออกบวชเพราะข่าวลือที่เป็นมงคล ตรงกับสุภาษิตไทยว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะโอกาสจังหวะเวลาที่ดีงามไม่ได้มาถึงบ่อย ๆ ฯ

ข้อมูลจากเอกสาร : www.buddhism.rilc.ku.ac.th